ประเพณี/วัฒนธรรม

ประเพณีวัฒนธรรมบ้านหนองบัวสร้าง

 ๑. การเลี้ยงเจ้าปู่

เป็นประเพณีที่ชาวบ้านหนองบัวสร้างถือปฏิบัติกันมาเป็นประจำทุกปี เป็นการตอบแทนบุญคุณปู่ ที่ปกปักรักษาดูแลลูกหลานให้แคล้วคลาดจากภยันตราย โรคภัยไข้เจ็บในช่วงตลอดฤดูกาลทำนา เริ่มตั้งแต่ไถนา หว่านกล้า ปักดำ และเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องใช้ชีวิตอย่างทรมาน สู้ทนต่อแสงแดดที่ร้อนจ้า หันหลังสู่ฟ้าหันหน้าสู่ดิน สู้ทนต่อความหนาวจากสายฝน ตามท้องไร่ ท้องนา ไม่มีร่มไม้ใบบัง….ดังนั้นการที่มีสุขภาพร่างกายลอดพ้นจากเหตุการณ์เหล่านั้นมาได้ ก็เนื่องจากบุญบารมีเจ้าปู่ที่คอยปกปักรักษา และคอยให้กำลังใจ ดังนั้นหลังจากเสร็จภารกิจทำนา เอาข้าวขึ้นยุ้งขึ้นฉางเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านจึงประชุม ปรึกษาหารือเพื่อหาฤกษ์งาม ยามดี กำหนดวัน เวลา เลี้ยงเจ้าปู่ แล้วร่วมกันบริจาคเงินโดยกำหนดครัวเรือนละ ๒๐ บาท เพื่อซื้อเครื่องเซ็นไหว้ เช่น ไก่ หมู และเครื่องปรุงอาหาร (ปัจจุบันนิยมหมู เนื่องจากหาง่าย ได้ปริมาณมาก)

การเลื้ยงเจ้าปู่

การเลื้ยงเจ้าปู่

การเลี้ยงเจ้าปู่

การเลี้ยงเจ้าปู่

 ในตอนเช้าของวันงาน เวลาประมาณ ๕ โมงเช้า พ่อครัวและคณะจะนำสิ่งที่เตรียมไว้ เช่นหม้อถ้วย ชาม มีด พร้า เขียง เครื่องเทศ หัวหอม ข้าวขั่ว เป็นต้น เมื่อจัดแจงทุกอย่างแล้ว ก็จัดตั้งเป็นโรงทานอยู่ใกล้ๆเฮือนเจ้าปู่….จากนั้นเวลาประมาณ ๗-๘ โมงเช้า ชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่ก็จะเริ่มออกจากบ้านเรือนถือถุงข้าวเปลือก ธูป เทียน ดอกไม้ และกล่องข้าว เมื่อไปถึงก็จะพบเห็นเจ้าปู่กำลังทำพิธีบวงสรวง บูชา อยู่บนบ้าน(เฮือนเจ้าปู่) มีผู้เฒ่าผู้แก่นั่งล้อมอยู่ด้านหลัง เมื่อทำบริบทเสร็จแล้วท่านก็จะอวยพรให้ผู้มาร่วมงานอยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ มีกำลังต่อสู้ในปีต่อไป ในขณะเดียวกันทางพ่อครัวก็จะนำอาหาร มาแจกจ่ายให้กับผู้มาร่วมงานได้รับประทานกันทุกคน สนทนาพาที เว้านัว ฮัวมั่น ถามข่าวทุกข์ในช่วงฤดูทำนาที่ผ่านมา เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ ทุกคนก็เดินทางกลับ

ผลที่ได้รับ
๑. ได้รู้สึกสำนึก กตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ
๒. ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้ร่วมกันอนุรักษ์ประเพณีอันดีงามเอาไว้
๓. สร้างบรรยากาศความคุ้นเคยระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่
๔. การได้พบปะสังสรรค์ ทำให้เกิดความรัก ความสามัคคีของคนในหมู่บ้าน  

๒. ประเพณีเลี้ยงผี

 

        คำว่า ผี มีรูปร่าง ลักษณะหน้าตาอย่างไร ไม่มีใครทราบได้ แต่มีความเชื่อว่าผีมีอำนาจสูงสุดที่ชาวบ้านนับถือ หมายถึงผีฟ้า ผีแถน ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดสรรพสิ่งและดูแลรักษาโลกมนุษย์ “แถน” หมายถึง “ฟ้า” เป็นผีเทวดาบนฟ้า ที่สามารถรักษาคนป่วยได้

ประเพณีเลี้ยงผี เป็นประเพณีดั้งเดิมของชาวหนองบัวสร้าง ถือปฏิบัติกันมาเป็นประจำทุกปี เชื่อว่าผีเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือตน มีอำนาจที่สุด สามารถดลบันดาลให้เป็นอย่างไรก็ได้ ดลให้คนในครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข ดลให้คนใดคนหนึ่งได้รับการเจ็บป่วย หากทำผิดฮีตผิดครอง เช่น เขยไม่นับถือลุง ล่วงละเมิด ไม่สัมมาคารวะ สับส่าวป่าหัวไร่ปลายนาโดยไม่บอกใคร ขุดโพนซึ่งเป็นที่อยู่ของผี หรือแม้แต่ไปไม่ลามาไม่คอบ แม่เฆียนตีลูกเกินไป การไปอยู่ที่อื่นเป็นเวลานาน ไม่คอบไม่ลาเจ้าที่ หรือแต่งงานก็ไม่บอก เป็นต้น เมื่อคนเหล่านี้เจ็บป่วย รักษาอย่างไรก็ไม่หาย ก็จะไปหาหมอหนหมอทวย หรือหมอผี หมอผีก็ทำนาย บอกว่าเป็นเพราะผีดผีตรงโน้น ตรงนี้ ท่านโกรธเคืองไม่พอใจที่ไม่ปฏิบัติตามฮีตตามครอง เมื่อเป็นเช่นนั้นญาติของผู้ป่วยก็จะขอขมา อ่อนยอม ขอให้หายจากการเจ็บป่วย หากหายแล้วก็จะมีเครื่องเซ็นไหว้อย่างดี อยากจะกินอะไรก็จะหามาให้ ที่นิยมกัน คือ เหล้าไห ไก่โต(ตัว) ดังนั้น ผีจึงมีอยู่ทั่วไปตาม ที่ตัวเองนับถือ สร้างที่อยู่ให้ ตรงที่โพนหัวนา โพนต้นค้อ จะสังเกตเห็นเป็นบ้านขนาดเล็กมีเสาเดียวอยู่กลาง หลังคามุงด้วยหญ้า หรือไม้แผ่น หรือสังกะสี หรือตามแต่จะหาได้ ในปัจจุบันใช้ปีบ เจาะด้านหนึ่งออก แล้วตั้งติดกับเสาไม้ เสาเดียว ภายในมีเครื่องเซ็นไหว้ ธูป เทียน ดอกไม้  

 prapa4 

 ผีอีกประเภทหนึ่ง จะอยู่ตามบ้านเรือนกับลูกหลาน เรียกว่า “ผีปู่ย่า” เจ้าของบ้านจะทำหิ้งไว้ ณ มุมใดมุมหนึ่งของบ้านที่เห็นว่าเหมาะสม โดยมากนิยมไว้บนหัวที่นอน หิ้ง ถือว่าเป็นของสูง เด็กๆจะไปเล่นเกะกะไม่ได้ ผู้อาวุโสหรือพ่อแม่เท่านั้นที่จะเกี่ยวข้องได้ ทุกวันพระก็จะแต่งขัน ๕ เก็บดอกไม้บูชา พร้อมกับภาวนาให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข…ปัจจุบันไม้ทำหิ้งหายาก จึงปลูกสร้างเจดีย์หรือที่เรียกว่า “ธาตุ” ที่บรรจุกระดูกของพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ตั้งไว้ ณ จุดใดจุดหนึ่งบริเวณบ้าน(ใต้ต้นมะม่วง) ทุกวันพระลูกหลานก็จะมีดอกไม้มาบูชา พร้อมกับขอบารมีจากท่านได้ปกปักรักษาคนในครอบครัว ให้อยู่เย็นเป็นสุข หรือหากจะเดินทางไกลไปกรุงเทพฯ เป็นเวลานานก็จะมายืนอยู่ใกล้ธาตุ พร้อมกับกล่าวคำอำลาและขอให้คุ้มครองเดินทางปลอดภัย มีโชคลาภกลับมา หรือหากมีเทศกาลทำบุญมีข้าวต้ม ขนม ก็จะมาวางไว้ที่ธาตุให้ท่านได้ร่วมบริกรรมด้วย สมัยก่อนก่อเจดีย์เก็บกระดูกไว้ที่วัด ที่บ้านมีแต่หิ้งเท่านั้น หรือจะมีทั้งสองอย่างก็ได้ ให้ผีเลือกอยู่

เลี้ยงผี จึงเป็นการตอบแทนผู้มีพระคุณ ปู่ ย่า ตา ยาย ดังกล่าว จัดในช่วงเดือน ๔ เริ่มด้วยการแม่ผี(ผีฟ้า ผีน้ำ) หาฤกษ์งามยามดี กำหนดวัน เวลา สถานที่ แล้วก็ข่าว เชิญชวนสมาชิกฝีให้พร้อม เตรียมเครื่องทรง องเอว เซ็นไหว้ กระทง อาหารหวานคาว ที่เกี่ยวข้องทุกอย่าง พร้อมเก็บเงินจากสมาชิกทุกคนเพื่อใช้จ่ายในงาน เช่น ค่าหมอแคน หมอกลอง ฉิ่งฉาบ เหล้า ยา ปลาปิ้ง น้ำอัดลม ญาติสมาชิกผีก็พากันจัดเตรียมสถานที่อยู่ใกล้ๆบ้านแม่ผี หรือสถานที่อื่นที่เห็นว่าเหมาะสม มีต้นไม้ใบบัง กันแดด(แต่ก่อนจัดอยู่ด้านหลังบ้านแม่ทองอินทร์ บริเวณ ๕ แยกทางเข้าโรงเรียน ปัจจุบันจัดอยู่บริเวณสนามหญ้าโรงเรียน มีเต็นท์ ๓-๔ หลัง) ตรงกลางบริเวณพิธี จะสานไม้ไผ่เป็นตาข่ายมีเสา ๔ ต้นรองรับเอาไว้ สูงอยู่ในระดับหัว มีทางเดินล้อมรอบ เพื่อรองรับเครื่องเซ็นไหว้าทุกอย่าง รวมเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า “ตูบ” เมื่อถึงวันงาน แม่ผี และลูกผี ก็จะเดินทางมาแต่เช้า จุดธูปเทียนทำพิธีกรรม ให้ผีเข้ามาทรง จากนั้นก็ทยอยกันจุดเทียนเพื่อเข้าทรงเช่นเดียวกัน เมื่อเห็นว่าได้โอกาส หมอแคนก็เริ่มเป่า คณะผีก็เริ่มออกลายฟ้อนเดินตามกัน อ้อมเครื่องเซ็นไหว้ จากนั้นเสียงกลองก็เสริมขึ้น ทำให้เกิดความฮึกเฮิม ทุกคนลุกขึ้นฟ้อนเป็นเวลานาน ใครเหนื่อยก็พักดื่มน้ำ กินอาหารที่เตรียมมา หมุนเวียนอยู่อย่างนี้ทั้งวัน บางครั้งคณะผู้ชมทนไม่ไหว ก็ออกลายกับคณะผีด้วย …. เมื่อถึงเวลาประมาณบ่าย ๓ โมง ได้เวลาส่งผีกลับ ก็จะทำพิธีส่งผี นำกระทงเรือสำหรับผีน้ำ ส่วนผีฟ้าก็นำกระทง เป็นรูปนก บั้งไฟ หรืออะไรก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับท้องฟ้า นำมาวางด้านหลังของสถานที่ ร่ายรำไปมาเหมือนจะบอกให้รู้ว่าขอบคุณที่ผีมาร่วมพิธีครั้งนี้ พร้อมกับยกดาบชี้ทิศทางให้กลับ แห่อ้อมตูบ ๓ รอบ แล้วกลับเข้ามายังตูบทำพีธีอำลาต่อสมาชิกผี ผูกข้อต่อแขนซึ่งกันและกัน เกิดความอาลัยอาวรณ์ บางคนถึงกับร้องไห้ แสดงว่าผีมีความรักความผูกพันต่อกัน มีอะไรก็จะช่วยเหลือกันในอนาคต เพราะเราก็คือสมาชิกผีด้วยกัน 

ผลที่ได้จากการเลี้ยงผี นอกจากจะได้อนุรักษ์ประเพณีอันดีงามเอาไว้แล้ว ยังได้ความสนุกสนาน ได้ความรัก ความผูกพัน สามัคคีในหมู่คณะ อันเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้มั่นคงสืบไป

ประเพณีเลี้ยงผี

ประเพณีเลี้ยงผี

ประเพณีเลี้ยงผี

ประเพณีเลี้ยงผี

ประเพณีเลี้ยงผี

ประเพณีเลี้ยงผี

๓.พิธีเหยา

      ก็เป็นพีธีอีกพิธีหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับผี อันเนื่องมาจากคนในครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งป่วย รักษาไม่หายเป็นเวลานาน ญาติของผู้ป่วยก็จะหาหมอผีฟ้า เพื่อเชิญมาดูอาการ(ส่อง) ว่าผีอยากจะมาอยู่ด้วยหรือไม่ ถ้าไม่มีก็จะรักษาตามอาการด้วยยาสมุนไพร หรือไม่ก็วิธีเป่าเสกตามความเชื่อ ถ้าหากมีผีอยากจะมาอยู่ด้วย(ภาษาภูไทเรียกว่า “มาเทม” หรือเข้าสิง) ก็จะทำพิธีเหยา เริ่มต้นด้วยการตั้งเครื่องบูชาพระยาแถน ซึ่งมี ขัน ๕ เหล้า ไข่ไก่ ข้าว ๑ กล่อง น้ำมนต์ ผ้าผืน แพรวา ดาบ(ง้าว) เงิน แล้วแต่หมอจะเรียก โดยปกติ ๖ บาท หรือหนึ่งตำลึง กระทง(ลักษณะคล้ายกับเรือ ทำจากกาบกล้วย) ภายในกระทงมีของหวาน ของคาว หมาก เสียด พู ยา ฝ้ายผูกแขน นอกจากนี้ที่ขาดไม่ได้คือ หมอแคน หมอกลอง หมอผีจะเริ่มด้วยการดมดอกไม้ ซึ่งมักเป็นดอกลั่นทม(ดอกลีลาวดี)หรือดอกไม้อื่นตามแต่หมอผีต้องการ ซึ่งเชื่อว่าเป็นดอกไม้ประจำผีฟ้า เสร็จแล้วให้คนป่วยนั่งพับเพียบอยู่ด้านซ้ายสุดของหมอผี พนมมือ ถือกรวยดอกไม้ หากผู้ป่วยไม่มีเรี่ยวแรงจะทำตาม ก็ให้นอนอยู่เฉยๆ หมอผีกราบลงตรงเครื่องบูชา ๓ ครั้ง แล้วทำพิธีเสี่ยงทายไข่ ว่าผีจะลงมาเข้าทรงหรือไม่ โดยนำไข่มาวางไว้บนฝ่ามือแล้วลำอัญเชิญผีลงมา หากผีลงมาสู่พิธีไข่จะค่อยๆกระตกตัวขึ้น ถ้าผีไม่ลงมาไข่จะนอนแน่นิ่งอยู่อย่างนั้นตลอดไป การลำอัญเชิญจะลำเข้าจังหวะกับเสียงแคน แล้วสังเกตดูลักษณะผู้ป่วยว่ามีอาการคล้อยตาม หรือไม่ หากไม่แสดงอาการโต้ตอบ หมอผีก็จะลำไปเรื่อยๆ ตามคาถาที่มีอยู่ หากผู้ป่วยแสดงอาการตอบรับ เช่น หน้าแดง ตาใสแวววาว อยากจะลุกนั่ง มือไม้ขยับไปตามจังหวะการลำของหมอผีและหมอแคน คณะกลองจะเริ่มโหมโรงทันที ทำให้ผู้ป่วยเกิดความฮึกเหิม ลูกขึ้นยืนออกลีลาฟ้อน จากนั้นหมอผีก็จะมารับทันที โดยการฟ้อนเกี้ยวกัน ตามจังหวะเสียงแคนและเสียงกลอง ผู้ที่มาร่วมดูพิธีตลอดจนญาติผู้ป่วยทุกคนก็ สนุกสนาน บางคนก็ปรบมือ บางคนก็ฟ้อน จนเป็นที่แน่ใจแล้วว่าผีได้เข้ามาอยู่แล้วจริงๆ ก็จะหยุดพักผ่อน เมื่อผู้ป่วยหายเหนื่อยแล้ว หมอผีก็จะผูกแขน รับเอาผี อาจจะผูกแขนผู้มีร่วมพิธีด้วยทุกคนก็ได้ เป็นการขอบคุณที่มาให้กำลังใจ หลังจากนั้นก็รับประทานอาหารร่วมกัน เป็นอันเสร็จพิธี

ผู้ป่วย เมื่อหายป่วยหลังจากการที่รับเอาผีมาอยู่ด้วยแล้ว ถือว่าเป็นสมาชิกผีในหมู่บ้าน เมื่อถึงฤดูเลี้ยงผีจะต้องเข้าร่วมเลี้ยงผีทุกปี ตลอดไป

พิธีเหยา

พิธีเหยา

 

๔. การฟ้อนต้อนรับผ้าป่ากรุงเทพ

       เป็นประเพณีที่ถือปฏิบัติกันมาเป็นเวลาช้านาน เกิดขึ้นจากการที่ลูกหลานไปทำงานกรุงเทพฯหลายปีด้วยความยากลำบากจากการทำงานทั้งเป็นลูกน้อง และเป็นหัวหน้า ทำให้คิดถึงบ้าน อยากจะทำความดีทดแทนบุญคุณบ้าน ทะนุบำรุงวัดวาศาสนา เมื่อถึงเทศกาลงานสำคัญ เช่น วันขึ้นปีใหม่ วันสงกรานต์ จึงชักชวนเพื่อนฝูงมิตรสหายรวบรวมเงินเครื่องบริขารปัจจัยไทยธรรมเป็นกองผ้าป่า มาถวายวัดสร้างเสนาสนะภายในวัด สิ่งถาวรวัตถุ ตามที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน ล้วนแล้วแต่เกิดจากแรงอุปถัมภ์ของลูกหลานกรุงเทพเป็นส่วนมาก ดังนั้น เมื่อลูกหลานมาบ้าน ผู้เป็นพ่อแม่ก็ดีใจ ญาติสนิทมิตรสหายก็ยินดีปรีดา ชาวบ้านจึงตกลงร่วมใจกันทำพิธีต้อนรับขอบคุณ ให้สมกับความตั้งใจของลูกหลาน….
ก้าวแรกที่ลงจากรถ ก็จะได้รับน้ำเย็น พวงมาลัยคล้องคอ สวมแขน ผ้าข้าวม้ามัดเอว ทักทาย ยกมือไหว้ซึ่งกันและกัน ช่วยกันหยิบ ถือ เครื่องบริขาร บริวารผ้าป่า จากนั้นก็จัดขบวนแห่ต้อนรับ นางรำประมาณ ๒๐-๓๐ คน นำหน้า ถัดมาคือคณะผ้าป่า ต่อด้วยขบวนบันเทิง เสียงตนตรี เสียงพิณ เสียงแคน ฉิ่ง ฉาบ ดังเป็นจังหวะสนุกสนาน ยกไม้ยกมือ ฟ้อนรำ ตลอดเส้นทาง เมื่อถึงวัดก็เวียนแห่รอบโบสถ์ ๓ รอบ แล้วตั้งกองผ้าป่าที่ศาลาการเปรียญ ยกสัมภาระที่ถือมารวบรวมกันไว้ หยุดพักผ่อนดื่มน้ำ ถ่ายรูปร่วมกันบริเวณโบสถ์ แล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน ลูกหลานที่มาจากกรุงเทพฯก็ขึ้นบ้านของตัวเองสู่อ้อมอก อ้อมแขนพ่อแม่ ญาติพี่น้อง
การเลี้ยงต้อนรับคณะผ้าป่า แต่ก่อนจัดให้มารวมกันเป็นจุด เช่น ที่บริเวณวัด ปรากฏว่าไม่ได้ผล เนื่องจากลูกหลานขึ้นบ้านแล้วไม่อยากกลับลงมากินข้าวที่วัด ทำให้อาหารเหลือ ต่อมาต้อนรับ ณ ที่บ้านคนใดคนหนึ่งที่เห็นว่าเหมาะสม แต่ก็ยังไม่ได้ผลเหมือนเดิม เพราะที่บ้านเรือนของตัวเอง พ่อแม่ ญาติพี่น้องก็เตรียมข้าวปลาอาหารอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมารวมกันกิน ณ จุดที่จัดให้ และอีกประการหนึ่ง ลูกหลานบอกว่า ไม่อยากให้ชาวบ้านลำบากเรื่องอาหารการกิน ไม่จำเป็นต้องจัดเป็นสัดส่วน ต้องการมีความสัมพันธ์ฉันพี่น้องกับชาวบ้านเหมือนครั้งที่ยังไม่ได้ไปกรุงเทพฯ ได้ย่างเดินเข้าบ้านของตัวเองก็สุดปลื้มแล้ว

ขบวนฟ้อนต้อนรับผ้าป่า

ขบวนฟ้อนต้อนรับผ้าป่า

ขบวนฟ้อนต้อนรับผ้าป่า

ขบวนฟ้อนต้อนรับผ้าป่า

กลางคืนก็คบงันกันตามประเพณี มีหมอลำ วงดนตรีชาวบ้าน สอยดาว หาเงินสนับสนุนกองผ้าป่า พอรุ่งเช้า ชาวบ้านและคณะผ้าป่าก็ลงวัดเพื่อทำบุญตักบาตร ถวายภัตตาหาร และถวายกองผ้าป่า หลังจาก
นั้นก็ทำพิธีผูกแขน เอิ้นมาอยู่ สู่เอาขวัญ ลูกหลานมาจากกรุงเทพฯ แล้วรับประทานอาหาร่วมกัน เป็นอันเสร็จพิธี

 

๕.งานบุญผะเหวด บ้านหนองบัวสร้าง

    เมื่อคณะกรรมการและทางวัดตกลงกำหนดวันเอาบุญผะเหวดแล้ว ก็จะกำหนดบ้านและวัด ที่จะส่งฎีกาบอกบุญญาติโยมและนิมนต์พระ แล้วให้หัวหน้ากลุ่มจับฉลาก หากถูกบ้านใดก็ถือว่ากลุ่มนั้น ๔-๕ หลังคาเรือนจะต้องรับเป็นเจ้าภาพ อุปถัมภ์ รับผิดชอบทำหนังสือผูกกัณฑ์เทศพระเวสสันดรชาดก พร้อมฎีกาบอกบุญ แล้วจัดส่งไปบ้านต่างๆ เช่น หนองลาด สนามบิน แก้งคำกั้ง อุ่มจาน คำสร้างถ่อ โคกสะอาด โคกสว่าง เซียงเครือ นิมนต์พระคุณเจ้าให้พาญาติโยมมาร่วมงานบุญตูบให้มาก เรื่องอาหาร การกิน ที่อยู่อาศัยเจ้าภาพหรือกลุ่มนั้น จะต้องรับผิดชอบตอนเย็น จะต้องนำอาหารมาเลี้ยงญาติโยมที่มากับพระ(เรียกว่า นำอาหารมา ยอ) ส่วนพระที่มาด้วยก็จะนำภัตตาหารมาถวายตอนเช้า พร้อมต้นกัณฑ์หัวตูบ ซึ่งเป็นวันเทศน์พระเวสสันดร
=> ขั้นตอนก่อนมื้อโฮมบุญ
      ก่อนมื้อโฮมบุญ ๒-๓ วัน แต่ละกลุ่มก็จะพากันขี่เกวียนออกไปตัดต้นไม้ที่หัวไร่ปลายนา ขนมาทำตูบที่วัด ลักษณะตูบเป็นที่พัก ๒ ห้องติดกับพื้น มุงหลังคาด้วยหญ้าแฝกหรือฟาง(เฟือง) ห้องหนึ่ง จัดเป็นที่นอนของพระคุณเจ้าและสามเณรที่นิมนต์มา โดยใช้เม็งเป็นที่นอน เม็งลักษณะคล้ายเตียงนอน แต่ขาทั้ง ๔ ด้านเจาะรูตรงกลางเพื่อสอดเสามุ้งกันยุง อีกห้องหนึ่งเป็นห้องพักของญาติโยมที่เดินทางมากับพระ พื้นปูรองด้วยใบมะพร้าวแล้วปูทับด้วยเสื่อ ที่สานด้วยใบเตย(ภาษาบ้านเราเรียกสาดเตย) ที่กั้นห้องระหว่างพระกับโยม จะแขวนตะกร้า สำหรับบรรจุขนม ข้าวต้มมัด(ภาภูไท เรียกว่า เข้าต้มโคม) ข้ามต้มผัด และเครื่องบรรจุอาหาร เช่น ปลาแห้ง เนื้อแห้ง ฯ ในตอนกลางคืนของวันงานไม่มีไฟฟ้า เขาใช้ขี้กะบองไต้ภายในตูบ และอาศัยแสงไฟภายในงานบางส่วนที่ส่องมาถึง (แสงไฟจากเครื่องทำไฟ) ขี้กะบองทำจากขี้ด้วงเจาะไม้ตามโคนต้นไม้กุง ไม้ชาด (เรียกว่าขีสะโต๊ก) นำมาห่อด้วยใบตองกุงเป็นแท่งยาวขนาดศอก ซึ่งเตรียมไว้ก่อนวันงานหลายวันแล้ว
ผู้เฒ่าผู้แก่ก็จะเตรียมเครื่องผะเหวด โดยการนำไม้ไผ่ไปจักสานกันที่วัด ทำเป็นฉัตรบ้าง สานเป็นรูปช้างบ้าง ม้าบ้าง ในขณะที่จักสานก็จะก่อไฟต้มน้ำฮากไม้ กินไปด้วย คุยกันไปด้วย และมีเด็กๆวิ่งเล่นไปมา สำหรับรูปช้าง หลังจากสานเสร็จแล้ว จะใช้ใบตองเลงมาห่อทั้งตัว(ใบตองเลง ใบมีลักษณะชา ผิวไม่เรียบ เกาะติดฝ้ายได้ง่าย) เมื่อถึงวันงานก็จะเอาไปตั้งไว้บนศาลาการเปรียญ เพื่อให้ผู้คนผู้มีศรัทธา นำดอกฝ้ายมาติดให้ขาวทั้งตัว แล้วใช้เส้นฝ้ายโอบ(สาน)เอาไว้กันหลุด(ลำพังใบไม้กับฝ้ายก็ไม่หลุดอยู่แล้ว)
สำหรับทางแม่บ้านพอรู้ข่าวว่าจะจัดงานบุญผะเหวด ก็มักเตียมการ ดังนี้
    ๑. เตรียมทำข้าวปุ้น โดยการแช่เข้าเปลือกจนผุ(จนไน่) แล้วนำไปตำใส่คกมอง(คกกระเดื่อง) แล้วห่อใส่ผ้าขาวแช่น้ำไว้หลายวัน กะว่าถึงวันโฮมบุญจะเหนียวพอที่จะบีบข้าวปุ้นได้
   ๒.เฮ็ดข้าวเขบ โดยการไปขุดเอาฮากเครือตดหมาบริเวณโคกมืด และป่านาพ่อลอด ไชมะโย นำมาฝานเป็นแว่นบางๆ แช่น้ำเอาไว้ แล้วนำข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้ว ไปตำใส่คกมอง ใช้น้ำเครือตดหมาชะโชมไม่ให้ติดสาก คนตำก็ตำ คนที่อยู่หัวคกมองก็ควบคุมไม่ให้ข้าวติดสากมอง บางครั้งเหยียบขากครกค้างเอาไว้ เพื่อให้คนที่อยู่หัวครก เอาน้ำลูกข้าวติดปลายสากออก น้ำเครือตดหมาจะชะโลมข้าวให้เข้ากัน และมีกลิ่นหอม หวาน พองเมื่อปิ้งไฟ เมื่อตำได้ที่จนละเอียดเหนียวเหมือนตม ก็นำไปทำเป็นแผ่นบางๆ ขนาดจานใส่ข้าว แล้วนำใส่เสื่อไปตากแดดจนแห้งสนิท เมื่อถึงวันงานก็นำมาปิ้งไฟ ส่งกลิ่นหอม ต้อนรับแขกผู้มาเยือน สำหรับสาวๆก็รอต้อนรับต้อนบ่าวผู้มาเยือน และนำลงไปจังหันถวายพระที่วัด
– – -> มื้อโฮมบุญ ตอนเช้า
        วัดก็จัดเครื่องขยายเสียง ตั้งอยู่ใต้ต้นมะม่วง ระหว่างสิม กับศาลาหลังเก่า โดยใช้เครื่องทำไฟ ได้ยินเสียงฮอร์นอยู่ปลายต้นมะม่วงประชาสัมพันธ์งาน เปิดแผ่นเสียงหมอลำเก่าๆ เช่น บุญเพ็ง บุญยัง เพลงเก่าๆ เช่น สุรพล ไว้พจน์ ทูล ก้านแก้ว ฯ แต่ก่อนเครื่องเสียงลุงสวาย บุตราช และเครื่องเสียงลุงประยูร โคตรมิตร
กลุ่มต่างๆ หรือเรียกว่าเจ้าภาพศรัทธา จะตกแต่งตูบ ที่สรงน้ำพระ นำเสื่อสาด อาสนะ อุ น้ำดื่ม หมากพลู บุหรี่ รองรับด้วยขันหมากเบ็ง ซึ่งทำด้วยใบกล้วยหรือขันกะหย่อง(สานด้วยไม้ไผ่) รอรับแขกภายในตูบ แล้วจัดคนนำเทียน ดอกไม้ ๑ คู่ ไปรอรับพระคุณเจ้าและญาติโยมที่จะเดินทางมา เมื่อมาถึงก็จะพาเข้าพักผ่อนที่ตูบ บางครั้งพระคุณเจ้าและญาติโยมมาถึงแล้ว แต่ยังไม่มีเจ้าภาพมาต้อนรับ ทางเครื่องกระจายเสียงก็จะประกาศ “ขณะนี้พระคุณเจ้าบ้าน….และญาติโยมได้มาถึงวัดบ้านเราแล้ว เจ้าภาพมีชีวิต จิตใจอยู่ ณ ที่ใดขอให้มารับด้วย” ไม่นานเจ้าภาพก็จะมารับเข้าพักที่ตูบ
ผู้คนอีกส่วนหนึ่งก็จะหาใบตองกล้วย กล้วยสุก มะพร้าว เพื่อทำข้าวต้มผัด หากทำข้าวต้มโคมก็จะมีถั่วดำ ห่อข้าวต้มมักทำอยู่บนบ้าน ส่วนด้านล่าง ก็จะพากันบีบข้าวปุ้น มีผู้บ่าวแต่งตัวหล่อๆมาช่วยบีบ และช่วยห่อข้าวต้ม กับสาวๆ พูดคุย เว้านัวหัวม่วน หยอกล้อกันไปตามปะสา มีเด็กๆและหมาเดินสับสนไปมา มีกองไฟ ควันไฟ ลอยอบอวนไปมา
– – ->มื้อโฮมบุญ ตอนบ่าย
       ประมาณบ่าย ๑ โมง ก่อนที่จะแห่พระเวสสันดรเข้าเมือง ชาวบ้านจะช่วยกันทำแท่นระแนงไม้ไผ่อย่างแข็งแรง สามารทานน้ำหนักพระคุณเจ้าได้ ๒ องค์ ภาษาบ้านเราเรียกว่า “ฮ้านพระเวสสันดร” ฮ้านนี้จะมีลักษณะสี่เหลี่ยม แล้วขึงผ้าที่มีรูปเรื่องราวประเวสสันดร รอบทั้ง ๔ ด้าน
สถานที่ตั้งพระเวสสันดร สมัยก่อนตั้งอยู่ ณ บริเวณโพนต้นค้อ นาพ่อแด้ง นาโควงค์ สมมุติสถานที่แห่งนี้เป็นป่า หรือเขาวงกตที่อยู่ของพระเวสสันดร ส่วนวัดสมมุติว่าเป็นเมือง จะแห่พระเวสสันดรเข้าเมือง หลังจากเตรียมฮ้านพระเวสสันดร และผู้คนก็มารวมกันพร้อมแล้ว พระคุณเจ้าก็จะเริ่มพิธีให้ศีล อัญเชิญพระเวสสันดร โดยกล่าวคำอัญเชิญเป็นทำนอง แหล่ ลากเสียงลงท้ายยาวๆ จนผู้ฟังใจแทบจะขาด ภาษาบ้านเราเรียกว่า “ขึ้นเสียงนกเขาหอง” (หอง แปลว่า สูง) ในช่วงนั้นหากท่านใดมีศรัทธาก็จะบริจาคเงิน เป็นการสมทบกัณฑ์เทศน์ เมื่อจบบทแหล่ พระคุณเจ้าก็จะให้พร เป็นอันเสร็จพิธีทางศาสนา
=> แห่พระเวสสันดรเข้าเมือง
     หลังจากอัญเชิญพระเวสสันดรแล้ว ก็จะเคลื่อนขบวนแห่พระเวสสันดรเข้าเมือง (สมัยก่อนใช้เกวียนใส่เครื่องพระเวสสันดร) ทันทีที่เคลื่อนขบวน ดนตรีพื้นเมืองก็บรรเลง ซึ่งมีกลองเลง กลองกิ่ง ฉิ่ง ฉาบ พิณ แคน มีขบวนฟ้อนรำ นางฟ้อน นางรำ ยาวเหนียด ทุกคนก็ฟ้อนรำสนุกสนานพร้อมกับเดินไปอย่างช้าๆมุ่งหน้าเข้าวัด ผู้ที่มักแสดงเป็นชูชก ได้แก่ลุงประวร จำปาหอม คนที่ควบม้าอาชนัยก็มีนายแก้ว วันละ นายทอง บุญยู…. ก้าวแรกที่เข้าประตูเมือง(วัด) ก็จะมีพระสงฆ์ ปะพรมน้ำมนต์ให้กับขบวนแห่จนได้รับน้ำมนต์ทุกคน พร้อมกับได้ยินเสียงฆ้อง เสียงกลองเพลดังสนั่นที่วัด เรียกว่า “ลั่นฆ้อง กลองชัย รับพระเวสสันดร” ขบวนแห่จะแห่รอบโบสถ์(สิม) ๓ รอบ แล้วนำเครื่องพระเวสไปตั้งไว้บนศาลาการเปรียญ หรือหัวแจก ส่วนผ้าพระเวสก็จะขึงรอบศาลาการเปรียญ แล้วแยกย้ายกันกลับบ้านเตรียมตัวลงมาเทียวงานตอนกลางคืน บางคนก็โมทนาหย่อนบาตรสวรรค์ บาตรวันเกิด บาตรต่ออายุ เซียมซีเสี่ยงทาย ซึ่งมีท่านพระมหาบุญแถว พระมหาประทุมวัน พระอาจารย์เหรียญ สลับกันเป็นโฆษก บางคนก็จับจ่ายซื้อขนม ลูกโป่งให้ลูก มหรสพสมโภช จะมีหมอลำกลอน ทำเป็นฮ้านสูงประมาณ ๓ เมตร มีบันไดไต่ขึ้นไป ตั้งอยู่ด้านทิศใต้ของสิม บนฮ้านจะมีหมอแคน หมอลำฝ่ายชาย หมอลำฝ่ายหญิง รวมแล้ว ๓ คน ลำเกี้ยวกัน มีผู้เฒ่า ผู้แก่นั่งเซีย ยกไม้ ยกมืออยู่ด้านล่าง ส่วนทางด้านทิศใต้ของศาลาการเปรียญก็มีฮ้านหมอลำหมู่ ลำตลอดทั้งคืน พ่อแม่ก็จะพาลูกหลานมาปูสาดอยู่หน้าฮ้าน หนุ่มๆสาวๆก็เตรียมตัวมาพบปะคุยกัน หมอลำโศก ก็ร้องไห้กับเขา ตัวตลกออมาก็หัวเราะ ถึงบทเพชฌฆาต ก็โมโห มีอารมณ์ทุกรสคล้อยตามเขา ตลอดคืนจนสว่าง พอหมอลำ ลำลาก็หลั่งน้ำตาอีก กลับขึ้นมาบ้านทั้งน้ำตา ทั้งง่วงนอน หอบเสื่อสาด และลูกน้อยเดินตามหลัง บางคนก็อู้มลูกจูงหลาน ………….เป็นชีวิตของชาวหนองบัวสร้างสมัยก่อน

รุ่งเช้าของวันใหม่ ที่วัดก็จะมีพิธีทำบุญตักบาตร ญาติโยมนำอาหาร หวานคาว ข้าวต้ม ข้าวปุ้น ข้าวเขียบ ที่เตรียมเอาไว้ ลงมาถวายพระ ส่วนทางด้านศรัทธาตูบ ก็จะนำภัตตาหารมาถวายพระที่ตูบเช่นเดียวกัน เมื่อฉันเสร็จก็จะรับประทานอาหารร่วมกัน พูดคุยสนทนาถึงเรื่องงานมหรสพคืนที่ผ่านมา เมื่อรับประทานอาหารเสร็จก็อำลาจากกัน คราวหน้าหากบ้านอื่นมีบุญผะเหวด เขาก็จะเชิญเราอย่างนี้….ทางด้านหัวแจก หลังจากรับพาถอยจากพระคุณเจ้าแล้ว ก็จะมีพิธีเทศน์ แหล่ พระเวสสันดร พระนักเทศน์ ๒-๓ องค์ นั่งธรรมมาสน์ห่างกันพอสมควร เป็นการเทศน์เล่าถึงประวัติตั้งแต่ พระเวสสันดรอยู่ป่า ทานลูก ทานเมียให้แก่ชูชก ซึ่งเป็นบทระทึกใจ โศกเศร้าที่สุด ญาติโยมบางคนถึงกับร้องไห้สะอื้นไปด้วย….เมื่อเทศน์ครบทุกกัณฑ์แล้ว พระก็ลงจากธรรมมาสน์ ญาติโยมถวายกัณฑ์เทศน์ รับพร ก็เป็นอันเสร็จพิธีบุญผะเหวดในปีนั้น

บุญมหาชาติ

บุญมหาชาติ

นายพรานจะยิงชูชกชูชกมีนางสนมบำเรอ นางมัทรีตามหาลูก จุติจากสวรรค์สู่โลกมนุษย์คุณปู่กำลังม่วนซื่น กับบุญผะเหวด

บุญมหาชาติ

บุญมหาชาติ

บุญมหาชาติ

บุญมหาชาติ ๖. ประเพณีลอยกระทง เป็นประเพณีที่คนไทยถือปฏิบัติกันมาเป็นเวลานาน ตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ ของทุกปี วันพระจันทร์เต็มดวง ตามหลักพระพุทธศาสนาเชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาท ส่วนความเชื่อของชาวไทยเป็นการบูชาแม่น้ำ น้ำเป็นสิ่งที่มีพระคุณ เป็นสิ่งหล่อเลี้ยงชีวิต คน พืช สัตว์ ในช่วงตลอดฤดูฝน โดยเฉพาะชาวนา ต้องอาศัยน้ำเป็นปัจจัยสำคัญ เมื่อเสร็จสิ้นการทำนา ได้ผลผลิตตามความมุ่งหมายแล้ว ก็จะทำการตอบแทนบุญคุณแม่น้ำ และขอขมาลาโทษหากได้ล่วงเกินทำมิดีมิร้ายให้กับน้ำ ลอยกระทง

ที่บ้านหนองบัวสร้างจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี จัดให้มีขบวนนางนพมาศครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ โดยจัดทำกระทงขนาดใหญ่เป็นกระทงหลัก ใช้เกวียนแห่ ลูกๆหลานๆก็ทำกระทงเล็กๆประกอบ ประดับตกแต่งรถยนต์อย่างสวยงาม มีนางนพมาศนั่งประจำแต่ละคัน จำนวน ๑๐ คัน มีขบวนแห่ ๑๐ ขบวน ตั้งขบวนที่ศูนย์สาธิต แล้วแห่รอบบ้านไปรวมกันอยู่ที่ศาลาอเนกประสงค์ คบงันอยู่ที่นั้นเมื่อขบวนไปถึงบริเวณพิธี นางนพมาศก็ลงจากรถ เข้าประจำโต๊ะที่จัดไว้ มีชื่อประจำคุ้มแต่ละคุ้ม ให้ผู้คนได้ชื่อชมความสวยงามของนางนพมาศ ความสวยงามของกระทง ช่างภาพก็ถ่ายรูปเอาไว้เป็นที่ระลึก จากนั้นนางนพมาศก็ขึ้นเวที ประชันความสวยงาม ผู้ที่ชนะใจท่านผู้ชมก็จะมีรางวัลมอบให้ เป็นที่ ๑ ๒ ๓ และรางวัลชมเชยมอบให้ทุกคน หลังจากนั้นก็เป็นรายการประกวดร้องเพลงบนเวทีของเด็กเล็ก เด็กโต คนหนุ่ม ตลอดจนวัยกลางคน ร่วมกันสนุกสนานทั้งคืน เมื่อได้เวลาอันสมควรก็เลิกแยกย้ายกลับบ้าน

 ๗.ประเพณีสงกรานต์

       ประเพณีสงกรานต์ เป็นประเพณีที่คนไทยถือปฏิบัติกันมาเป็นเวลานาน ในช่วงวันที่ ๑๒-๑๔ เมษายนของทุกปี จะพบเห็นคนรดน้ำ สาดน้ำ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เนื่องจากอากาศร้อน แต่การเล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนานนั้น ไม่ตรงตามจุดประสงค์เท่าใดนัก
คำว่า “สงกรานต์” หมายถึงการเคลื่อนย้ายหรือเคลื่อนที่ เป็นการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์จากราศีมีน (มีนาคม)สู่ราศีเมษ(เมษายน) ซึ่งมักตกอยู่ระหว่างวันที่ ๑๓,๑๔,๑๕ เมษายน ของทุกปี ดั้งนั้น วันที่ ๑๓ จึงเป็นวันเคลื่อนย้ายหรือเป็นวันเริ่มต้นปีใหม่ของไทย ส่วนวันที่ ๑๔ เป็นวันเนา “เนา”แปลว่าอยู่ หมายถึง พระอาทิตย์เข้าไปอยู่ในราศีเมษเรียบร้อยแล้ว

สงกรานต์

สงกรานต์ที่บ้านหนองบัวสร้างจัดเป็นประจำทุกปี แต่จัดให้มีขบวนนางสงกรานต์เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๔๔ และเป็นการต้อนรับคณะผ้าป่าจากกรุงเทพฯด้วย ตอนเช้าจะมีพิธีรดน้ำดำหัว ผู้เฒ่าผู้แก่ที่โรงเรียน ส่วนตอนบ่าย ก็จัดคล้ายกับการจัดงานลอยกระทง คือมีนางสงกรานต์ประทับอยู่บนรถที่ตกแต่งด้วยดอกคูณสีเหลืองสวยงาม มี ๑๐ คัน ๑๐ ขบวน มีคณะผ้าป่าร่วมขบวนแห่ มีการรดน้ำซึ่งกันและกันตลอดเส้นทางที่ขบวนแห่ผ่านไป ทุกคนจะเปียกโชคทั้งกาย เย็นชุ่มช่ำ สนุกสนาน เมื่อไปถึงบริเวณพิธี ก็จะมีการฟ้อนรำ ต้อนรับคณะผ้าป่าอยู่ด้านหน้าเวที เมื่อรำเสร็จหัวหน้าคณะผ้าป่ามอบรางวัลให้นางรำ แล้วขึ้นเวที ผู้ใหญ่บ้านกล่าวต้อนรับและขอบคุณลูกหลานที่นำผ้าป่ามาครั้งนี้ จากนั้นหัวหน้าคณะผ้าป่าก็กล่าวขอบคุณที่มาให้การต้อนรับ กล่าวถึงความเป็นมา จุดประสงค์การจัดผ้าป่า จากนั้นก็เป็นรายการสนุกสนานบนเวที ทายปัญหาเด็กๆ ประกวดร้องเพลง มอบรางวัล ได้เวลาอันสมควรก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ๘. บุญกฐิน การทำบุญกฐิน เป็นประเพณีที่มีมาตั้งแต่พุทธกาล ที่ชาวพุทธถือปฏิบัติทุกปี มีทั้งกฐินราษฎร์ กฐินหลวง ช่วงเวลากฐินเริ่มตั้งแต่ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ หลังจากออกพรรษาเรียบร้อยแล้ว เป็นการตอบสนองหรือให้กำลังใจพระสงฆ์ผู้จำพรรษาตลอดไตรมาส (๓ เดือน) การทำบุญกฐินที่บ้านหนองบัวสร้างได้ถือปฏิบัติกันมาเป็นประจำทุกปี เมื่อถึงฤดูกาลกฐิน ชาวบ้านจะประชุมหารือเพื่อหาเจ้าภาพ เมื่อไม่มีใครเป็นเจ้าภาพก็จะจัดรวมเป็นเจ้าภาพทั้งหมู่บ้าน จากนั้นก็จะไปกราบหารือเจ้าอาวาสวัด กำหนดวัน เวลา ทำบุญกฐิน เมื่อได้วันที่แน่นอนแล้ว ก็จะประชาสัมพันธ์ เชิญชวน แจ้งไปยังญาติพี่น้องทั้งใกล้และไกล ตลอดจนลูกหลานที่ทำงานอยู่กรุงเทพฯ เพื่อจะได้มาร่วมงานก่อนถึงวันงาน ๔-๕ วัน ก็จะเตรียมการในสิ่งต่อไปนี้ ๑. ผู้ใหญ่บ้านประกาศเชิญชวนร่วมบริจาคทรัพย์ หรือจับจอง บริขาร ๘ เช่น ผ้าไตร บาตร สบง อังสะ ประคดเอว ธรรมกรก เข็ม ด้าย และบริวารอื่นที่พระสงฆ์ต้องใช้ เช่น รองเท้าแตะ ร่ม จอบ เสียม มีด พร้า หินลับ กระโถน ถ้วยชาม ช้อน ที่นอน หมอนมุ้ง กาน้ำ แก้วน้ำ ฯลฯ ส่วนบริวารอื่น เช่น ผลไม้ กล้วย อ้อย มะละกอ มะพร้าว ตามแต่จะหาได้ในหมู่บ้าน เป็นการแสดงให้เห็นว่าพืชพันธันยาหารอุดมสมบูรณ์ ๒. จัดหาอาหารการกิน เพื่อต้อนรับแขกผู้มาร่วมงาน ส่วนมากจะเป็นอาหารจำพวกปลา ข้าวปุ้น (ไม่นิยมสัตว์ใหญ่ เช่น วัว ควาย) โดยใช้จากเงินที่มีผู้มาร่วมบริจาคจัดการในเรื่องนี้ แต่โดยทั่วไปจะมีผู้จองเป็นเจ้าภาพจัดเลี้ยง ๓. แต่งตั้งคณะกรรมการจัดงาน ฝ่ายสถานที่ ไฟแสง สี เสียง มีกรรมการฝ่ายอาหาร ผ่ายการเงิน กรรมการพิธีทางศาสนา ปฏิคม และกรรมการรักษาความสงบ ๔. มหรสพ แต่ก่อนเคยจัดหาหมอลำซิ่งมาคบงันในงาน ปรากฏว่า เกิดความวุ่นวาย วัยรุ่นมักตีกันในตอนกลางคืน จึงไม่นิยม หันมาใช้วิธีการคบงันกันเอง สนุกสนานกันแบบพี่น้อง จัดเวทีขนาดเล็ก แล้วมีดนตรี มีนักร้อง หมอลำ ม่วนซื่นโฮแซว ตามอัตภาพ ได้ความฮักความผูกพันต่อกัน ๕. เช้าวันใหม่ ก็มีการทำบุญตักบาตร ณ สถานที่จัดงาน แล้วแห่กฐินลงไปวัด ทำพิธีทอดถวายกฐิน เป็นอันเสร็จงาน บุญกฐิน

 

๙.ขึ้นเฮือนใหม่บ้านหนองบัวสร้าง

 

      การขึ้นเฮือนใหม่ จะจัดคนเป็น ๒ จำพวก พวกหนึ่งเป็นเจ้าของเรือน นำใบตองกล้วยมาวางไว้ตีนบันไดแล้วเอาหินวางทับไว้ มีขันน้ำอยู่ใกล้ๆ อีกพวกหนึ่งมีหัวหน้าพายถุงย่าม ภายในย่ามมีฆ้อนตีพร้อมด้วยคุด ขอ นอ งา มีด ดาบ ง้าว หลาวแหลม ฯลฯ ที่ถือว่าเป็นเครื่องค้ำของคูณ หาบสิ่งของมาเดินเวียนบ้านหลังนี้ ๓ รอบ แล้วหยุดยืนตรงบันไดบ้าน เจ้าของบ้านเห็นก็ทำท่าอาการขึงขัง เพราะอยู่ๆก็มีคนแปลกหน้ามายืนอยู่ตรงบ้านใดบ้าน จึงพูดออกไปว่า
ถาม = พวกนี้หาบกะดอน คอนกะต่า ขนสิ่งของมาแต่ใส
ตอบ = พวกข้าน้อยมาแต่เมืองมั่นคำพอง เป็นเมืองมั่งคั่งสมบูรณ์ ได้ยินข่าวว่าลูกหลานปูกเฮือนใหม่ใส่หญ้าเต็ม ว่าซิมาค้ำคูณให้อยู่ดีมีแฮง ความเจ็บบ่ให้ได้ ความไข้บ่ให้มี บ่ให้อึดให้อยาก บ่ให้ขาดให้เขิน ทุกอันทุกแนวแล้ว เจ้าข้าเอ้ย..
ถาม = คั้นจั่งซั้น สิมาค้ำคูณให้อยู่ดีมีแฮง ความเจ็บบ่ให้ได้ ความไข้บ่ให้มี บ่ให้อึดให้อยาก บ่ให้ขาดให้เขิน ทุกอันทุกแนวแล้ว เจ้าได้หยังมานำแน่บ่ …..ตอบ = ได้มาพร้อมสู่อัน สู่แนว นั้นแหล้ว
ถาม = กุบส่องฟ้า ผ้าส่องดาว ได้มาบ่……..ตอบ = ได้มา
ถาม = ข้าทาสหญิง ชาย ได้มาบ่ ..ตอบ = ได้มาพร้อมสู่ย่างสู่แนว ทั้งข้าทาสหญิงชาย ผ้าผ่านท่อนสไบ ข้าวน้ำซ่ามปา มีดไม้ แหลมหลาว แก้วแหวน เงินทอง กะได้มาพร้อม
ถาม = ซ้าง ม้า วัว ควาย ได้มาบ่….ตอบ = ได้มา
ถาม = ของอยู่ ของกิน ได้มาบ่…..ตอบ = ได้มา
ถาม = แหลูกทอง มองลูกกั่ว ได้มาบ่….ตอบ = ได้มา
ถาม = เหล้ายา ปาปิ้ง ได้มาบ่… ตอบ = ได้มา
เสร็จแล้ว ผู้ถามก็พูดต่อไปว่า “คั้นเจ้ามาค้ำมาคูณ ให้ลูกหลานอยุ่ดีมีแฮง ได้มาสู่อัน สู่แนว กะสั้นเซินขึ้นมาเฮือนเลยเด้อ”
ต่อจากนั้นพวกที่มาก็จะเหยียบก้อนหินล้างท้าวขึ้นไป แล้ววางหาบสิ่งของที่ถือมาไว้กลางห้อง ผู้พายถุงก็จะห้อยถุง เอาสิ่วออกมาตอกลงที่เสาขวัญ แล้วห้อยถุงไว้ ถุงนี้ให้ห้อยไว้ถึง ๗ วัน คำตอกตะปูว่า
ตอกบาดหนึ่ง ให้ได้ฆ้องก้ำ ตอกบาดสอง ให้ได้คำเก้าหมื่น
ตอกบาดสาม ให้ได้เล้าข้าวหมื่นมาเฮือน ตอกบาดสี่ ให้ได้เมียสาวมานอนเคียงข้าง
ตอกบาดห้า ให้ได้ช้างใหญ่มาโฮง ตอกบาดหก ให้ได้ซายโถงมานอนเผ้าเล้า
ตอกบาดเจ็ด ให้ได้ผู้เฒ่ามานอนเฝ้าเฮือน โอมอุอะ มุมะมุนมามหามุนมังฯ
ต่อมาเป็นพิธีปูที่นอน เมื่อห้อยถุงแล้ว จัดการปูที่นอน นอนหันหัวไปทางด้านถุง ห่มผ้าถ่วงหัวยันตีน นอนกรน แล้วให้คนหนึ่งทำเสียงไก่ขัน ๓ ครั้ง กะว่าเป็นเวลารุ่งเช้า ผู้นอนก็ตื่นขึ้นมาแก้คำฝัน แล้วพูดว่า “ฝันคืนนี้หลดฝันดีประหลาดต่าง ฝันว่าเพิ่นนี้(เจ้าของเฮือน) จูงแขนเข้าพาขวัญเกาะก่าย ฝันว่าเจ้าผู้นี้จับไก่บ้านปันให้แก่เฮา เหมินกระบวนแล้วคนเมือเกี้ยงอ่อยห่อย ฝันว่าน้องพี่จับจ่องนิ้ว เอาอ้ายเข้าบ่อนนอน
เมื่อแก้คำฝันแล้ว ฝ้ายเจ้าของเฮือนก็ให้พรว่า เออนอนหลับให้เจ้าได้เงินหมื่น นอนตื่นให้เจ้าได้เงินแสน แบนมือมาให้เจ้าแก้วมณีโชติโทษฮ้ายอย่ามาพาน ฝูงมารอย่ามาข้อง ฝูงพี่น้องมิตรหมู่มาโฮมเด้อ….เป็นอันเสร็จพิธีขึ้นเฮือนใหม่ ต่อจากนั้นก็ทำการบายศรีสู่ขวัญทุกคนที่มา แล้วรับประทานอาหารร่วมกัน (ผู้ที่พาทำพิธีขึ้นเฮือนใหม่บ้านเรา ได้แก่คุณลุงหนูเลียง นาโควงค์)

 

 ๑๐.ประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา

 

แห่เทียนพรรษา

แห่เทียนพรรษา

การแห่เทียนเข้าพรรษา ที่ชาวบ้านรวมกันจัดทำขึ้นเป็นเทียนขนาดใหญ่ ครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๘ โดยได้ไปขอแบบพิมพ์ที่เมืองสกล ติดต่อประสานงานจากพ่อของคุณสมชาย ปริญญาพล เป็นผู้จัดหาแบบพิมพ์มาให้ แล้วชาวบ้านช่วยกันหล่อ ณ บริเวณศูนย์สาธิตการตลาด ออกแบบเสริมจากของเดิมที่มีอยู่ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เสร็จแล้วนำไปตั้งต้นขบวน ที่โรงเรียน ประดับตกแต่งรถอย่างสวยงามพร้อมด้วยนางเทียนนั่งประจำเทียน เคลื่อนออกจากโรงเรียนตอนเช้า นางรำนำหน้า ตามด้วยรถนางเทียน และขบวนแห่ ขบวนมโหรี ผ่านถนนกลางบ้าน ถึงวัดแล้วทำพิธีถวายเทียน ตามประเพณี 

๑๑. ประเพณีการแต่งงาน

 

        การแต่งงาน เป็นประเพณีที่ถือปฏิบัติกันมาช้านาน เมื่อหนุ่มสาวสองฝ่ายมีความรักชอบพอกัน ตกลงจะอยู่ร่วมกันตลอดชีวิต “ถือไม้เท้ายอดทอง กะบองยอดเพชร” จึงมีการนัดแนะกันว่า คืนนี้จะมาสู่ขอ ฝ่ายหญิงก็เชิญเฒ่าแก่มารอที่บ้าน เมื่อได้เวลาล่ามฝ่ายชายก็พาคณะไปยังบ้านเจ้าสาว ทำการสู่ขอ คำขอว่าจังซี้ “ว่าอยากหยับโสนข่า มาเซ่อโสนมอน อยากหยับโสนม้อน มาซอนโสนข่า …”หากตกลงกันเรื่องสินสอดทองหมั้นได้เรียบร้อยแล้ว ก็จะนัดวันแต่ง หากตกลงกันไม่ได้ ก็เป็นอันเลิกรากันไป
เมื่อใกล้ถึงกำหนดวันแต่ง ตัวแทนเจ้าสาวและเจ้าบ่าว ก็จะไปเชิญญาติพี่น้องมาร่วมงาน เป็นสักขีพยานการแต่ง ส่วนเพื่อนฝูง มิตรสหาย เจ้าสาวและเจ้าบ่าวจะเป็นผู้เชิญเอง หากญาติอยู่ไกล ก็จะมีการ์ดไปเชิญ หรือจะใช้การ์ดเชิญทั้งหมดก็ได้โดยไม่ต้องมีตัวแทนไปเชิญ แต่ที่บ้านเรานิยมใช้ทั้งสองอย่าง

พิธีแต่งงาน

พิธีแต่งงาน

วันแต่ง ส่วนมากนิยมสู่ขวัญตอนเช้า เจ้าบ่าวแห่ขันหมากไปยังบ้านเจ้าสาว ก่อนเข้าบ้านจะต้องล้างเท้า ผ่านประตูเงิน ประตูทอง แล้วเข้าไปนั่งใกล้ๆกับเจ้าสาวมีเพื่อนเจ้าสาวและเจ้าบ่าว รวม ๔ คน ด้านหน้ามีพาขวัญและหมอสูตร เมื่อทำพิธีสูตรขวัญแล้ว ญาติที่มาร่วมงาน ก็ผูกเอาแขนเอาเขย ระหว่างนั้นพิธีกรก็แนะนำญาติแต่ละฝ่าย เพื่อเรียกให้ถูกกับตำแหน่งญาติ จากนั้นเจ้าสาวและเจ้าบ่าวสมมาคารวะ ผู้เฒ่าผู้แก่ แล้วรับประทานอาหารร่วม กันขณะรับประทานอาหาร ก็มีการม่วนซื่น…สนุกสนาน  

๑๒. บุญเดือนเก้า(บุญข้าวประดับดิน)

 

บุญเชิญเปรตมารับเอาหาร

บุญข้าวประดับดิน

บุญข้าวประดับดิน

บุญข้าวประดับดิน นิยมทำในแรม ๑๔ ค่ำ เดือนเก้า เป็นบุญที่ทำขึ้นเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่เปรต(ชาวบ้านหนองบัวสร้าง เรียกว่า “เผด” ) หรือญาติสนิทมิตรสหายที่ตายไปแล้ว ข้าวประดับดินได้แก่ข้าว และอาหารหวานคาว เช่น ปิ้งปลา ปิ้งเนื้อ ข้าวต้มโคม ข้าวต้มผัด มันแกว หมากสีดา มะเขียบ ถั่วดิน มันแกวแตงกวา ต้นอ้อย ตามแต่จะหาได้ ที่ขาดไม่ได้คือ หมากพลู บุหรี่ ทั้งหลายดังกล่าว นำมารวมกันห่อด้วยใบตองกล้วย แล้วนำไปวัดในตอนเช้า ทำพิธีกรรมร่วมกับจังหันเช้า หลังจากนั้นก็นำไปแขวนไว้ตามกิ่งไม้หรือวางไว้ตามพื้นดินที่หนึ่งที่ใดในบริเวณวัด พร้อมเชิญวิญญาณของญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้ว มารับเอาอาหาร

ที่บ้านหนองบัวสร้าง เจ้าอาวาสวัดไม่ต้องการให้วางไว้บริเวณวัด ชาวบ้านจึงนำไปวางไว้ตามท้องไร่ ท้องนา เช่น ที่โพน โคนต้นไม้ใหญ่ คันแทนา พร้อมกล่าวเชิญเผดหรือญาติมิตรผู้ล่วงลับไปแล้ว มารับเอาอาหารที่นำมาให้  

 

๑๓. บุญเดือนสิบ(บุญข้าวสาก)

 

 บุญส่งเปรตกลับไปอยู่ที่เดิมของตนเอง
บุญข้าวสากหรือข้าวสลาก นิยมทำในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ เป็นการทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ตายหรือเปรต บางท่านว่าเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เปรตอีกครั้งหนึ่ง มีเวลาห่างจากบุญข้าวประดับดิน ๓๐ วัน ซึ่งเป็นระยะเวลที่เปรตต้องการกลับไปยังที่อยู่ของตน ก่อนทำบุญข้าวสาก ชาวบ้านจะเตรียมทำข้าวเม่า ข้าวพอง ข้าวตอกแตก ขนม และอาหารหวานคาวอื่นๆ ตลอดผลไม้ต่างๆ สำหรับข้าวเม่า ข้าวพอง ข้าวตอกแตก จะคลุกเข้าด้วยกัน ใส่น้ำอ้อย น้ำตาล ถั่ว งา มะพร้าวด้วยเรียกว่าข้าวสาก (ภาคกลางเรียกว่า “ข้าวกระยาสารท) แต่บางแห่ง ข้าวเม่า ข้าวพองและข้าวตอกแตก มิได้คลุกข้าวด้วยกัน คงแยกไปทำบุญเป็นอย่างๆไป โดยจะเอานำเอาอาหารที่เตรียมเอาไว้เหล่านี้ ส่งไปให้ญาติพี่น้องและผู้ที่รักใคร่ เคารพ นับถือ อาจส่งไปให้ก่อนวันทำบุญหรือในวันทำบุญก็ได้ สิ่งของเหล่านี้มักแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันระหว่างญาติพี่น้อง และชาวบ้านที่อยู่ใกล้เรียงกัน เป็นการทำบุญและกระชับความรัก ความผูกพันให้แน่นยิ่งขึ้น
ที่บ้านหนองบัวสร้าง เครื่องห่อข้าวสากมีลักษณะคล้ายๆกับห่อข้าวประดับดิน หลังจากนำไปทำพิธีกรรมที่วัดแล้ว ก็นำไปวางไว้ตามที่นา โพนต้นไม้ กิ่งไม้ เพื่อบูชาเจ้าที่ เจ้านา พร้อมกับบริกรรมให้ช่วยปกปักษ์รักษาข้าว ปลา อาหาร ให้เจริญพูนผล อย่าได้มีโรคภัยมาเบียดเบียน ตลอดจนช่วยปกปักษ์รักษาเจ้าของที่นา ญาติ มิตรสหาย ให้อยู่เย็นเป็นสุข เจ็บอย่าได้ ไข้อย่ามี

 

๑๔. บุญเดือนยี่(บุญกองข้าว)

 

 

          บุญกองข้าวเป็นการทำบุญขวัญข้าวที่ตี(นวด)เสร็จแล้ว และกองไว้ในลาน กำหนดทำในเดือนยี่จะเป็นข้างขึ้นหรือข้างแรมก็ได้ มูลเหตุที่มีการทำบุญชนิดนี้เนื่องจาก ผู้ใดทำนาได้ข้าวปริมาณมากๆจะมีความรู้สึกดีอกดีใจ มีความสุข อารมณ์แจ่มใส ก่อนหาบหรือขนข้าวมาใส่ยุ้งฉางก็อยากจะทำบุญกุศล เพื่อเป็นสิริมงคลให้กับข้าว ทั้งยังเพิ่มความมั่งมีศรีสุขแก่ตนเองและครอบครัวสืบไป
ที่บ้านหนองบัวสร้างสมัยก่อน ก่อนจะทำบุญกองข้าว มีประเพณีอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า ประเพณีไปเอาหลัวเอาฟืน โดยชาวบ้านกำหนดเอาวันใดวันหนึ่งในเดือนยี่ หลังจากเอาข้าวขึ้นยุ้งขึ้นฉาง ก็พากันไปเอาหลัวเอาฟืนมาไว้สำหรับก่อไฟหุ้งต้มอาหารบ้าง ใช้สำหรับก่อไฟผิงแก้หนาวบ้าง สำหรับหนุ่มๆสาวๆก็จะก่อไฟผิงเพื่อปั่นป้ายตามลานบ้าน ดังที่เรียกว่า “ลงขว่งเข็ญฝ้าย” (คำว่า หลัว หมายถึงไม้ไผ่ที่ตายแล้ว ฟืน หมายถึงไม้แห้งมีแก่นทุกชนิด ใช้ทำฟืนก่อไปทั่วไป)

บุญกองข้าว

บุญกองข้าว

บุญกองข้าวที่บ้านหนองบัวสร้างในปัจจุบัน ทำแบบง่ายๆ ไม่มีพิธีดีตองอะไรมากนัก เพียงแต่ผู้ใหญ่บ้านนัดประชุมชาวบ้านกำหนดวันทำบุญ แล้วชาวบ้านก็นำข้าวไปรวมกัน หมู่ ๗ ไปรวมกันที่ศาลาเอนกประสงค์ ก่อนวันที่ชาวบ้านจะไปตัดอ้อยสุโขทัย ส่วนหมู่ ๑๒ รวมกันที่วัดในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ คือวันที่ ๓๑ ธันวาคมของทุกปี เช้าวันรุ่งขึ้น ๑ มกราคม เป็นวันถวายข้าว สำหรับตอนกลางคืนวันส่งท้าย หลังจากรับพรปีใหม่แล้ว คณะหมอลำก็จะเป้าแคนเลาะบ้าน มีลุงแก้เป็นหมอแคน ลุงคำหล้า เป็นหมอลำ ลุงขนมือกลอง คุณสงวน(โกก) มือฉิ่ง ฉาบ ร่วมกับเพื่อนๆอีกมากมาย ขณะเดินเลาะบ้านก็จะมีเสียงหมาเห่า หอน ตลอดทาง  

 

๑๕. ประเพณีผูกข้อต่อแขนผู้เฒ่าผู้แก่

 

    เป็นประเพณีที่ลูกหลานรำลึกถึงพระคุณ พ่อแม่ ปู่ย่า ตา ยาย ผู้ให้กำเนิด ให้ชีวิต ให้ความเป็นอยู่ ให้อู่ข้าว อู่น้ำ เลี้ยงมาจนเติบได้ใหญ่โต เป็นการสร้างจิตสำนึก สร้างความผูกพันฮักแพง สร้างความกตัญญูกตเวที ภาวนาให้ท่านผู้มีพระคุณอายุมั่นขวัญยืน อยู่กับลูกกับหลาน เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ปกปักรักษา คุ้มครอง เป็นที่พึ่งของลูกหลานสืบไป
นิยมทำในช่วงวันสำคัญเช่น เดือน ๓ ค้อยออกใหม่ ๓ ค่ำ วันปีใหม่ โดยเฉพาะเดือน ๓ ค้อย หลังจากทำขวัญควายแล้ว ลูกหลานก็จะมาโฮมกันทำพิธีผูกข้อต่อแขนบนบ้าน พาขวัญก็จะมี ฝ้ายผูกแขน เหล้าไหใก่โต ไข่ไก่ ข้าวต้ม ขนม ผ้าผืน แพรวา เมื่อได้เวลาลูกหลานก็จะก้มกราบผู้เฒ่าผู้แก่ซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้า พร้อมกับพูดว่า “ซว่า” หลังจากนั้นลูกหลานผู้เป็นผู้นำ ก็ถือฝ้ายผูกแขนผูกผู้อาวุโส ตามด้วยลูกหลานคนอื่นๆ ในขณะที่ผูก ก็จะบริกรรมพูดพึมพำภาวนาให้ท่านมีอายุมั่นขวัญยืน อยู่กับลูกกับหลานไปนาน อาการใดเคยจับปวดในร่างกายก็ขอให้หาย

ผูกแขนเอิ้นขวัญ

ผูกแขนเอิ้นขวัญ

เมื่อลูกหลานผูกเสร็จ ผู้เฒ่าผู้แก่ก็จะผูกลูกหลานเช่นเดียวกัน พร้อมกับบริกรรมว่า “ให้เจ้าแข็งปานฟ้า กล้าปานตะวัน ให้พ่อแม่ได้พึงพาอาศัย เจ็บอย่าได้ ไข้อย่ามี ทำมาค้าขึ้น

6 ความเห็น Add your own

  • 1. sanga  |  เมษายน 1, 2009 ที่ 5:58 am

    คนไกลบ้าน เมื่อเห็นสภาพบ้านตัวเอง สภาพวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ รูปถ่ายญาติ พี่น้อง เพื่อนร่วมบ้านเดียวกัน ทำให้ คึดฮอดบ้าน เฮาอยู่ไกลแต่ใจอยู่บ้าน

    ตอบกลับ
  • 2. ึยุทธศักดิ์ ไชมะโย  |  กรกฎาคม 9, 2010 ที่ 12:52 pm

    คึดฮอดบ้านหล้ายหลาย

    อยากเมือบ้าน

    อยากไปเล่นเฮืน

    คือสิมีความสุขหลาย

    อยากไปเห็นหน้าญาติพี่น้อง

    เว้าแล้วก่ะอยากเมือมื้อนี่มื้ออี่นเลย

    แต่ก็ต้องอยู่เรนหนังสือ

    อยากบอกว่าคึดฮอดบ้านหลายหลายเด้อ

    ตอบกลับ
  • 3. ตูมตาม ยุทธศักดิ์ ไชมะโย  |  กรกฎาคม 9, 2010 ที่ 12:57 pm

    ลุงสง่าเก่งแถ้ะ

    ลงรูปให้ค้อยเห็นบ้านเฮา

    ค้อยดีใจหลายหลายที่มีเว็บไซด์บ้านเฮาพ้อม

    ค้อยสิมาเม้นดุดุเลย

    เด็กบ้านหนองบัวสร้างที่คิดถึงบ้าน

    ตอบกลับ
  • 4. ตูมตาม ยุทธศักดิ์ ไชมะโย  |  กรกฎาคม 10, 2010 ที่ 11:40 am

    ช่ายเลยคับ

    ข้อยคึดฮอดบ้าน

    ข้อยรักบ้านเฮา

    ตอบกลับ
  • 5. เสนาะ  |  กันยายน 6, 2010 ที่ 10:39 am

    ข่อยก่ะคึดฮอดบ้านคือกัน
    เด็กบ้านหนอง

    ตอบกลับ
  • 6. ถาวรมาศ บุตราช  |  ธันวาคม 11, 2010 ที่ 5:58 pm

    อยากทราบรายละเอียด ความเป็นมา ของนามสกุล “บุตราช” เพิ่มเติม และอยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับกลุ่ม “บุตราช” บ้านหนองบัวสร้างจะไดบ่ จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางเว็บไซด์นี้ก็ได้เด้อ!!!

    ตอบกลับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Trackback this post  |  Subscribe to the comments via RSS Feed


%d bloggers like this: